หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคนเลี้ยงปลาคาร์ฟ ( ขอให้มีความสุขในการเลี้ยงปลาครับ )  (อ่าน 271748 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Jewyi
จะไปไหนก็ไป
ชั้นเซียนเรียกพี่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10434


ไม่รู้ ไม่สนใจ


« ตอบ #150 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2010, 09:10:42 pm »

เสียใจด้วยครับ Sad Sad สดๆร้อนๆเลย
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #151 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2010, 07:46:40 am »

ข้อที่ 1 -- ห้ามใช้เกลือ กับ ฟอร์มาลีนหรือมาลาไคท์ เด็ดขาด เพราะเกลือจะมีปฏิกริยาเมื่อผสมกับฟอร์มาลีนหรือมาลาไคท์  โดยทำให้อ๊อกซิเจนในน้ำลดลงอย่างเฉียบพลันครับ

พอดีไปอ่านเจอข้อความที่พี่ณัฐเคยโพสต์ไว้ เลยเอามาลงให้เพิ่มเติม   คิดว่าน่าจะมีประโยชน์

ฟอร์มาลีนกับเกลือไม่ควรใช้ร่วมกัน หรือ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกัน เช่น ลงเกลือในน้ำอยู่ แล้วถ่ายน้ำออกหมดลงฟอร์มาลีนต่อ อย่างนี้ก็ไม่ได้นะครับ หรือลงฟอร์มาลีนไว้ แล้วถ่ายน้ำออก เติมเกลือ อันนี้ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะสารเคมีเดิมยังตกค้างอยู่ในตัวปลานะครับ ถ้าจะใช้จริงๆ ต้องเว้นช่วงว่างอย่างน้อยสามวัน เพื่อให้สารเคมี หรือเกลือ ตกค้างในตัวปลา เสื่อมฤทธิ์ไปก่อนครับ

เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นสิ่งที่ควรจะต้องจดจำไว้นะครับ 
บันทึกการเข้า
manochlid
สารวัตรแจ็ค..
ชั้นเซียนเรียกพี่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4764


You are not perfect but you is limited edition....


« ตอบ #152 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2010, 03:30:05 pm »

ขอบคุณสำหรับความรู้คับพี่หนุ่ม ขออีกเรื่อยๆคับ
บันทึกการเข้า

Jewyi
จะไปไหนก็ไป
ชั้นเซียนเรียกพี่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 10434


ไม่รู้ ไม่สนใจ


« ตอบ #153 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2010, 03:33:53 pm »

ขอบคุณสำหรับความรู้คับพี่หนุ่ม ขออีกเรื่อยๆคับ


ขอบคุณครับพี่หนุ่ม  Grin Grin
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #154 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2010, 08:09:50 pm »

ข้อ 42. วิธีดูว่าปลาตัวเมีย ท้องหรือไหม

ตอบ : ข้อมูลนี้ได้คำตอบจาก Admin ของเราเลยครับ

ปลาท้อง อวัยวะเพศจะอวบอูมเป็นสีชมพู นูนขึ้นมาครับ ต้องพลิกดู ท้องใหญ่ขึ้น กินน้อยลง ชอบลงก้นบ่อมากขึ้น แต่ไม่หุบครีบ ไข่แก่แล้ว ตัวผู้จะรุมไล่ โดยเฉพาะเวลากลางคืน หรือได้น้ำใหม่ 
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #155 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2010, 07:22:27 am »

ดันกระทู้หน่อย ... สำหรับสมาชิกใหม่   เพราะตอนนี้สมาชิกเป็น 161 คนแล้ว
บันทึกการเข้า
manochlid
สารวัตรแจ็ค..
ชั้นเซียนเรียกพี่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4764


You are not perfect but you is limited edition....


« ตอบ #156 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2010, 11:33:04 am »

ข้อที่ 1 -- ห้ามใช้เกลือ กับ ฟอร์มาลีนหรือมาลาไคท์ เด็ดขาด เพราะเกลือจะมีปฏิกริยาเมื่อผสมกับฟอร์มาลีนหรือมาลาไคท์  โดยทำให้อ๊อกซิเจนในน้ำลดลงอย่างเฉียบพลันครับ

พอดีไปอ่านเจอข้อความที่พี่ณัฐเคยโพสต์ไว้ เลยเอามาลงให้เพิ่มเติม   คิดว่าน่าจะมีประโยชน์

ฟอร์มาลีนกับเกลือไม่ควรใช้ร่วมกัน หรือ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องกัน เช่น ลงเกลือในน้ำอยู่ แล้วถ่ายน้ำออกหมดลงฟอร์มาลีนต่อ อย่างนี้ก็ไม่ได้นะครับ หรือลงฟอร์มาลีนไว้ แล้วถ่ายน้ำออก เติมเกลือ อันนี้ก็ไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะสารเคมีเดิมยังตกค้างอยู่ในตัวปลานะครับ ถ้าจะใช้จริงๆ ต้องเว้นช่วงว่างอย่างน้อยสามวัน เพื่อให้สารเคมี หรือเกลือ ตกค้างในตัวปลา เสื่อมฤทธิ์ไปก่อนครับ

เรื่องเล็ก ๆ แต่เป็นสิ่งที่ควรจะต้องจดจำไว้นะครับ 
ไม่รูมีใครถามไปรึยัง คับ พอดีหาไม่เจอ อยากรู้พวกเรื่องใส่ยา เช่น
1.ยาที่ใช้บ่อยๆ มีอะไรบ้างรักษาอะไรบ้าง  (ยาสามัญติดบ่อ)
2.ยาอะไรสามารถใช้คู่กันได้ + ยาอะไรใช้คู่กันไม่ได้(ห้ามเด็ดขาด)
3.เทคนิคการใช้ เช่นใส่โดยตรง ,คลุกอาหาร .ละลายน้ำก่อนใส่ ฯลฯ ขอบคุณคับ  Cool Cool Cool
บันทึกการเข้า

vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #157 เมื่อ: มิถุนายน 15, 2010, 11:49:56 am »

ข้อ 1 อยู่หน้าที่ 2 หัวข้อของคุณ boriwat นะครับ
ข้อ 2 เท่าที่ทราบตอนนี้  ก็ห้ามใช้ ฟอร์มาลีนหรือมาลาไคท์ กับเกลือ   ... ปรกติผมจะไม่ใส่ผสมกัน ให้ไปทีละอย่างดีกว่าครับ
ข้อ 3 ยาฆ่าแมลง เช่น ดิมิลีน , ฟอร์มาลีน , มาลาไคท์ ควรจะเจือจางด้วยนำก่อน และค่อย ๆ ให้ อย่าให้ถูกตัวปลา
ส่วนพวกยาปฏิชีวนะ , ยาถ่ายพยาธิ , วิตามิน จะใช้คลุกอาหารให้ปลากินครับ
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #158 เมื่อ: มิถุนายน 18, 2010, 07:12:19 am »

ข้อ 43 -- ขอยกหัวข้อดี ๆ ที่เป็นความรู้จากบรรดาสมาชิกเกี่ยวกับน้ำบาดาลและวิธีปรับสภาพน้ำบาดาล  มารวบรวมไว้   เผื่อสมาชิกท่านใดมีปัญหาจะได้มาเปิดดูครับ

หัวข้อ :  ขั้นตอนการปรับสภาพ " น้ำบาดาล "
ตอบ : ข้อมูลจากสมาชิก Oversize  
 
"ในน้ำบาดาลจะไม่มี oxygen ครับและมีความกระด้างสูงกว่าปรกติ อาจมีพวกธาติเหล็กอยู่บ้างแล้วแต่แหล่ง ง่ายๆก็คือเอามากักเก็บพร้อมกับการเติมลม จะทำให้น้ำมีoxygen และเหล็กจะตกตะกอนก็ใช้ใด้แล้วครับ ถ้ากระด้างมากไปก็by pass เข้า solftenner ตัวเล็กๆก็พอครับ  มักไม่มีเชือโรคที่เป็นอันตรายครับ เหล็กจะอยู่ในรูปของสารละลายทำให้มองดูใสครับ ความจริงถ้าใช้มาดื่ม จะเติมครอรีนเพื่อตกตะกอนในรูปเหล็กครอไรด์แต่ไม่จำเป็นในกรณีนี้ครับ"

"ข้อควรระวังในการใช้น้ำบาดาลมาเลี้ยงปลา   ไม่ควรเปลียนถ่ายน้ำทีละมากๆ จะทำให้ปลาขาด ออกซิเจนใด้ สังเกตุจากอาการปลาลอยที่ผิวน้ำอ้าปากฮุบลม แก้ด้วยการเติมลมหนักๆหรือใช้น้ำในบ่อมาสเปร์  หรือใช้น้ำที่เติมออกซิเจนแล้ว      การใช้น้ำบาดาลนานๆ จะทำให้ความกระด้างในน้ำสูงขึ้นเรือยๆเนี่องจากการละเหยของน้ำที่ทิ้งแคลเซียมใว้ จึงควรมีน้ำอ่อนเข้ามาช่วยบ้างเช่นน้ำฝน น้ำที่ผ่านเรซินจากsolfterner  โชคดีที่ปลาคาร์ฟทนน้ำกระด้างใด้ดีครับ  ลองใช้น้ำในบ่อมาล้างมือถ้าสากหรือฟองสบู่น้อย แสดงว่าความกระด้างเกินครับ ควรแก้ไข ถ้าเป็นปลามังกรต้องผ่านเรซิน ครึ่งๆเลยครับเพราะปลามังกรไม่ชอบน้ำกระด้าง"

"ในกรณีทิ้งน้ำใว้ไม่ช่วยให้แคลเซียมลดลงจริงครับมีแต่จะเพิ่มครับ จากการระเหยของน้ำแต่ผมหมายความถึงถ้าน้ำกระด้างต่ำหรือปานกลางครับใช้แค่วิธีนี้ก็พอครับ ถ้าจะลดความกระด้างต้องใช่น้ำอ่อนผสมหรือผ่านเรซินครับ  แต่ที่ผมแนะนำการเก็บน้ำนั้นผมหมายความถึงการเติมอ็อกซิเจนลงในน้ำครับ ตลอดจนการตกตะกอนของเหล็กที่ละลายอยู่ในน้ำครับ  การลดความกระด้างโดยใช้เรซินนั้น เรซินจะจับแคลเซียมและแมคนีเซียมออกจากน้ำและปล่อยโซเดียมออกมาแทน เรียกระบบบำบัดแบบนี้ว่าsolftenner ครับและจะต้องมีการฟื้นฟูประสิทธิภาพของเรซินโดยการล้างเอาแคลเซียมออกโดยใช้เกลือครับ      การเติมลมนอกจากจะไปเพิ่มอ็อกซิเจนที่ไม่มีในน้ำบาดาล  ยังไปช่วยทำให้สารละลาย ของเหล็กซึ่งมีพิษกับสิ่งมีชีวิตร ถ้าในน้ำบาดาลมีซัลเฟตกรุปก็จะตกตะกอนในรูป สนิมเหล็กแต่ถ้าไม่มี ซัลเฟตกรุปแล้วก็จะตกในรูปเหล็กไฮดรอกไซด์ในรูปตะกอนสีขาวครับ  การเติมน้ำบาดาลทีละน้อยเข้าระบบไม่ต้องทำอะไรเลย เนื่องจากในบ่อมักจะมีอ็อกซิเจนอย่างเหลือเฟือ และความกระด้างเดิมมักมากกว่าน้ำใหม่ครับ
 อีกอย่างหนึ่งคือเรามักเรียกกันผิด คือระบบบ่อที่ขุดลึกต่ำกว่า50เมตรเรายังจัดน้ำอยู่ในประเภทน้ำผิวดินครับ น้ำบาคาลจะลึกตั่งแต่100เมตรขึ้นไป ระยะ50-100เป็นลูกผสมแล้วแต่พื้นที่ครับว่ามีระดับดินดาลและน้ำไต้ดิน เป็นอย่างไร น้ำบาดาลคือน้ำที่อยู่ไต้ชั้นดินดาลลงไปครับ"
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #159 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2010, 07:35:13 am »

ข้อ 44
โดยปรกติในเรื่องการเปลี่ยนถ่ายน้ำนั้น  เราจะเปลี่ยนถ่ายน้ำโดยใช้วิธีการล้นน้ำ และเปลี่ยนถ่ายน้ำแค่ปริมาณ 20% เท่านั้น  เพราะอาจจะทำให้ปลาเกิดอาการช็อคน้ำได้

อาการปลาช็อคน้ำ คือ ปลาจะว่ายลอยบนผิวน้ำ เหมือนไม่มีแรง  พยุงตัวเองไม่ได้  ซึ่งอาจทำให้ปลาตายได้
ซึ่งวิธีการรักษาเบื้องต้นก็คือ  ให้อ๊อกซิเจนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้  อาจจะเอาหัวทรายออกซิเจนจ่อบริเวณเหงือกเพื่อให้ปลาได้รับออกซิเจออย่างเต็มที่  โดยไม่ต้องใส่สารเคมีใด ๆ

แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น (เป็นหนัก)  ก็ต้องจับแยกออกมาใส่ภาชนะเล็ก ๆ เติมเกลือ , เติมน้ำแข็ง และใส่ออกซิเจนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
น้ำเย็นจะช่วยทำให้เกลือและออกซิเจน มีประสิทธิภาพอย่างสูงสุด
( สถานการณ์นี้ โดนมากับตัวเอง และขอบคุณพี่น็อต มหาชัย ที่ให้คำแนะนำ เลยผ่านสถานการณ์นี้มาได้ )
 
บันทึกการเข้า
DiDy ^^
สุข-ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา
Koi Seller
ชั้นเซียนเรียกพี่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 13137


รูปนี้คือรูปหมาป่านะค่ะ ไม่ใช่รูปแมว TT___TT


« ตอบ #160 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2010, 01:00:14 pm »

ปลาช๊อคน้ำอาจจะอยู่นิ่งๆที่ก้นบ่อก็ได้นะคะ(หรืออาจจะกลิ้งอยู่ที่ก้นบ่อ)
 Grin Grin Grin Grin Grin
อ่า..พี่หนุ่มที่แยกปลาออกมาแล้วใส่เกลือน้ำแข็งและอ๊อคให้มากที่สุด

หนูกลัวว่าปลาจะกลายเป็นปลาดองแช่แข็งอะ
 Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley
เอาเป็นว่าใส่เกลือและน้ำแข็งในอัตราส่วนที่เหมาะสมดีกว่าไหมคะ

แต่อ๊อคใส่เต็มที่ไปเลย
บันทึกการเข้า


Facebook ของKoi Mart Farm กดที่รูปข้างบนได้เลยคะ ^^
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #161 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2010, 02:42:14 pm »

ใช่ครับบ  อาจพิมพ์แล้วเข้าใจผิด คือ ให้เติมเกลือ และน้ำแข็ง (อัตราที่พอเหมาะ) และอัดอ็อกซิเจนเยอะ ๆ
 การรักษานี้มีโอกาสเสี่ยงที่ปลาจะตาย ให้ใช้เป็นวิธีสุดท้าย ถ้าจับปลาจ่ออ๊อกซิเจนเป็นเวลานานแล้วไม่ดีขึ้น ก็วิธีนี้เลยครับ  พิสูจน์แล้วครับ นึกว่าจะต้องเสียปลาไปเมื่อคืนอีกแล้ว  ดีช่วยได้ทัน
บันทึกการเข้า
mosjo
ผมชื่อโป้งครับ อยู่พัทยา ชลบุรี
ชั้นเซียนเรียกพี่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 8917



« ตอบ #162 เมื่อ: มิถุนายน 19, 2010, 04:50:17 pm »

 :'( :'( :'( :'( :'( :'( :'(
บันทึกการเข้า

pop39
สมาชิกใหม่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 96



« ตอบ #163 เมื่อ: มิถุนายน 22, 2010, 11:04:41 pm »

         เข้ามาเก็บข้อมูลและความรู้ครับ  ขอบคุณ น้องหนุ่มมากๆ  มือใหม่ควรอ่านไว้นะครับ.... Grin Grin Grin
         
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #164 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2010, 06:45:08 am »

         เข้ามาเก็บข้อมูลและความรู้ครับ  ขอบคุณ น้องหนุ่มมากๆ  มือใหม่ควรอ่านไว้นะครับ.... Grin Grin Grin
         
ครับพี่ป๊อป ... ความรู้บางอย่างผมก็ไม่ทราบวิธีแก้เหมือนกัน อยากให้พี ๆ เพื่อน ๆ มาช่วยกัน ลงความรู้ไว้จะได้หาข้อมูลกันได้ง่าย ๆ
บันทึกการเข้า
jeep6424
ชั้นเซียนเรียกพี่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 5990


จิ๊ป-สุ1000


« ตอบ #165 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2010, 06:58:50 am »

เข้ามาล้วงข้อมูลคับ Kiss
บันทึกการเข้า

oversize
เซียนตัวจริง
****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2356


สนุกสนาน กับการเลี้ยงปลา


« ตอบ #166 เมื่อ: มิถุนายน 23, 2010, 08:05:31 am »

เข้ามาล้วงข้อมูลคับ Kiss
  เอาออกมาดูข้อมูลแบบไหนนะที่คับ  ถ้าแจ่มจะใด้ล้วงบ้าง  Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley Smiley
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #167 เมื่อ: มิถุนายน 28, 2010, 07:25:04 am »

ข้อ 45 ... เห็นถามกันบ่อย  เลยขอรวบรวมไว้  ไม่แน่ใจว่าลงไปหรือยัง Huh?
เรื่องปริมาณของการใช้ยารักษาโรค

ไบโอน็อค 3 -- ใช้ 1 หยดต่อน้ำ 10 ลิตร
ดิมิลีน -- ใช้ 1 กร้มต่อน้ำ 1 ต้น
ฟอร์มาลีน -- ใช้ 25 ซีซี ต่อน้ำ 1 ตัน
มาลาไคท์ -- ใช้ 1 กรัมต่อน้ำ 20 ตัน

ปล.... ปริมาณของยา เป็นสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญ การให้ยามากเกินไป ( โอเวอร์โดส ) จะเป็นอันตรายมากกว่าประโยชน์ครับ
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #168 เมื่อ: กรกฎาคม 03, 2010, 04:14:12 pm »

ข้อที่ 46 ยกข้อความของ Admin มารวบรวมไว้  เผื่ออนาคตเวลาเจอปัญหาจะได้กลับมาหาคำตอบง่าย

หัวข้อ : วิธีการดูแลบ่อ ในช่วงเข้าหน้าฝน


ฤดูฝน สลับกับ วันร้อนจัด อากาศแบบนี้ ปลาจะป่วยง่ายนะครับ โดยเฉพาะกับบ่อที่ระบบกรองยังไม่เข้าที่เข้าทาง หรือเลี้ยงปลาแน่นเกินไปนะครับ ตามปรกติภัยที่มากับอากาศร้อนๆ ก็คือการขยายเชื้อแบคทีเลียในบ่อจะเร็วมากขึ้น ดังนั้นหากในห้าร้อนแล้วสภาพน้ำไม่ค่อยดี มีอินทรีย์สารตกค้างในบ่อมาก แอมโมเนียมาก แบคทีเลียก็จะมากตามนะครับ  หากแบคทีเลียที่ขยายเชื้อขึ้นมาในบ่อเป็นแบคทีเลียที่มีประโยชน์ก็ดีไป แต่หากเป็นเชื้อโรค ปลาก็จะป่วยกันเพราะแบคทีเลียครับ ปีนี้ ช่วงนี้ มักจะเห็นอาการเปื่อยปริเวณปากบนหรือล่าง ขากรรไกรค้างบ้าง เป็นแผลบริเวณคุ่มครีบว่าย และบรเวณโคนกรัโงหลังบ้าง อันนี้หละครับ เกิดจากแบคทีเลีย ตัวเชื้อโรคโดยตรง อาการตามมาก็จะมีเชื้อราตาม เป็นขุยๆขาวๆบ้าง ในปลาเล็กอาจจะเห็นเป็นสำลีฟูๆอยู่ข้างลำตัวเลยก็มีนะครับ อันนี้เกิดในหน้าร้อนปีนี้
ส่วนบางวันฝนตก มีหลายสาเหตุที่ทำให้ปลาป่วยเพราะฝน เช่นฝนชะน้ำชายคาตกลงในบ่อ อาจมีเชื้อโรคลงมาในบ่อด้วย เช่นขี้นก ขี้แมวต่างๆ หรือช่วงฝนตก กบ คางคก มักจะลงบ่อไปสืบพันธุ์กัน ไข่ของมันก็เป็นพิษ หากปลากินเข้าไปมากๆ หงายท้องได้เลย โดยเฉพาะในปลาเล็กๆ อีกอย่างหนึ่งที่ติดมากับสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำพวกนี้ ก็คือ ปรสิตและโปรโตรซัวที่เกาะมากับผิวหนังของมัน เวลาโดดลงบ่อปลาเรา ก็เอาของฝากมาลงบ่อด้วย ตามมาด้วยอการแฉลบ ก่อนจะโดยซ้ำด้วยแบคทีเลีย

การป้องกัน ดูแลสภาพน้ำให้ดี ล้นน้ำ ล้างกรอง เติมจุลินทรีย์ตามรอบอันสมควร แต่ละบ่อไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณปลา ปริมาณอาหารและขยาดบ่อ

การดูแลรักษา พอมีเรื่องของ โปรโตรซัว ปรสิต และแบคทีเลียเข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมๆกัน ก็ถึงเวลาต้องกลับมาใช้ ฟอร์มาลีน + มาลาไคท์อันอีกแล้วครับ

ทวนให้อีกครั้งครับ

ฟอร์มาลีน 25 ซี.ซี. ต่อน้ำ \1 ตัน
ผสมกับ มาลาไคท์ กรีน แบบเกล็ด 1 กรัมต่อน้ำ 20 ตัน เอาน้ำใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่ๆ เช่นถุงใส่ปลา เอาฟอร์มาลีนและมาลาไคท์ที่ชั่งตวงแล้วใส่ลงไป เขย่าๆให้ผสมกัน แล้วเจาะก้นถุงเอาไปวางไว้ข้างบ่อให้ค่อยๆหยดลงในบ่อนะครับ อย่าเทลงพรวดๆ โดนตัวปลาโดยตรงจะไม่ดีครับ

ใส่วันที่ 1,4,7,14,21,28 ใส่ให้ครบครับ ไม่งั้นจะกลับมาเป็นใหม่อีก เพราะวงจรชีวิตของปรสิตหลายชนิด นานถึง 30 วัน
งดอาหารวันที่ 1-9,14-16,21-23,28-30
ส่วนวันที่ให้กินอาหารได้ สามารถคลุกยาปฏิชีวนะ เช่นเอ็นโร โกลด์ เคลือบด้วยไคโตซานให้กินกันทั้งบ่อ หากปลายังกินได้อยู่นะครับ ให้อาหารได้วันที่ 10-13,17-20,24-27และหลังจากวันที่ 32 นะครับ
การให้ยาปฏิชีวนะ ต้องให้ติดต่อกันอย่างน้อย 3-7 วันนะครับเพื่อป้องกันการดื้อยาในภายหลัง
บันทึกการเข้า
micky
มือเก่าเลี้ยงมานาน
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 899


« ตอบ #169 เมื่อ: กรกฎาคม 11, 2010, 11:58:19 am »

มาเก็บความรู้ครับ
บันทึกการเข้า

Gang_p
มือเก่าเลี้ยงมานาน
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 970



« ตอบ #170 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2010, 04:33:11 pm »

ข้อมูลเก่าๆครับ


* Medication1.jpg (96.9 KB, 1271x452 - ดู 798 ครั้ง.)

* Media_surfacearea_1.jpg (32.06 KB, 448x213 - ดู 822 ครั้ง.)

* Cef-3_dose press.jpg (29.87 KB, 336x404 - ดู 929 ครั้ง.)

* ตารางกักโรค.gif (18.24 KB, 516x359 - ดู 1070 ครั้ง.)

* fishdoc_1.jpg (32.2 KB, 720x540 - ดู 771 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
Gang_p
มือเก่าเลี้ยงมานาน
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 970



« ตอบ #171 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2010, 04:38:17 pm »

เพิ่มเติม Dose of Dipterex 0.25-1.0 g/ton krub Embarrassed


* fishdoc_3.jpg (66.05 KB, 720x540 - ดู 741 ครั้ง.)

* fishdoc_4.jpg (74.67 KB, 720x540 - ดู 740 ครั้ง.)

* fishdoc_5.jpg (63.94 KB, 720x540 - ดู 700 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
DiDy ^^
สุข-ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา
Koi Seller
ชั้นเซียนเรียกพี่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 13137


รูปนี้คือรูปหมาป่านะค่ะ ไม่ใช่รูปแมว TT___TT


« ตอบ #172 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2010, 10:51:53 pm »

 Cool Cool Cool
สุดยอดเลยพี่แก๊งขอบคุณมากค่าาา
บันทึกการเข้า


Facebook ของKoi Mart Farm กดที่รูปข้างบนได้เลยคะ ^^
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #173 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2010, 06:42:54 am »

 Kiss Kiss Kiss
บันทึกการเข้า
thiti
ผู้ชำนาญการเลี้ยง
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135



« ตอบ #174 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2010, 08:51:29 am »

ข้อที่ 3 -- ไม่ควรเปิดดูปลาในช่วงเวลากลางคืน  ถ้าจำเป็นให้ใช้เพียงกระบอกไฟฉาย  เพราะแสงไฟ อาจจะทำให้ปลาเกิดอาการตกใจ ซึ่งอาจจะว่ายฟาดขอบบ่อ ทำให้กระดูกคดเป็นรูปตัว S หรือตายได้โดยไม่ทราบสาเหตุ  จากการสังเกตุ เมื่อปลาช็อค ปลาจะลอยบนผิวน้ำและว่ายเอียงไปกับขอบบ่อ  ซึ่งนั้นแหล่ะคือ อาการช็อครุนแรงของปลาครับ

เรื่องจริงเจอมากับตัวเองเลยครับ ประทับใจความรู้ข้อนี้มาก ของผมว่ายฟาดขอบบ่อและกระโดดออกมานอกบ่อเลย โชคดีที่ผมมาเห็นก่อน  อยากให้พี่หนุ่มเขียนเพิ่มอีกเยอะๆครับ ได้ความรู้มากทีเดียว  อยากถามพี่หนุ่มเลยว่า ตอนนี้เริ่มซื้อปลาแพงมาเลี้ยง ของเดิมปลาเก่าไม่มีเกรดและเสียฟอร์ม ช่วยแนะนำสถานที่ที่จะนำไปปล่อยโดยมันไม่ตายให้หน่อยครับ เอาไปขายคงไม่มีใครเอาแน่นอน
บันทึกการเข้า
thiti
ผู้ชำนาญการเลี้ยง
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135



« ตอบ #175 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2010, 09:02:48 am »

ข้อที่10 -- อย่าอายหรือขึ้เกียจล้างกรองเป็นอันขาด  ควรจะมีการล้างกรองอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง  เป็นอย่างน้อย




ข้อนี้ขอเสริมนิดนึง ความถี่ในการล้างกรองขึ้นอยู่กับ ประสิทธิภาพของระบบกรอง ปริมาณน้ำ และปริมาณอาหารที่ใส่ลงไปในบ่อต่อวันด้วยนะครับ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าต้องล้างบ่อยแค่ไหน แต่ละบ่อก็ไม่เหมือนกันครับ บางบ่อเป็นปีล้างทีปลาก็สบายดี เพราะบ่อใหญ่มากแล้วเลี้ยงปลาไม่กี่ตัว เป็นต้นครับ Admin  ;D

ผมใช้ปะการังแยกใส่ถุงผ้าเรียงในบ่อกรอง ขอถามพี่หนุ่ม/พี่ณัฐว่า ล้างแบบขี้เกียจ  คือไม่ได้รื้อยกถุงผ้าออกมาล้างที่ละถุง แต่ใช้วิธีแค่ฉีดน้ำสะอาดล้างขี้ปลาจากด้านบน แล้วก็ใช้ไดโว่สูบน้ำล้างทิ้ง  ไม่ทราบว่าเพียงพอหรือไม่ครับ
บันทึกการเข้า
vosups
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #176 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2010, 09:34:19 am »

เดี๋ยวรอพี่ณัฐมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม 

ตามที่ถามมา ผมถือว่าเพียงพอครับ ... เพราะถ้าล้างแบบ 100% บ่อย ๆ เท่ากับเป็นการทำลายจุลินทรีย์ในส่วนดีที่ช่วยย่อยสลายขี้ปลาไปด้วย  ซึ่งจะทำให้ระบบกรองล่มได้ครับ

อย่างไรก็ตามหลังการล้างกรองควรจะมีการเติมเชื้อจุลินทรีย์ด้วยทุกครั้งนะครับ

บันทึกการเข้า
manochlid
สารวัตรแจ็ค..
ชั้นเซียนเรียกพี่
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 4764


You are not perfect but you is limited edition....


« ตอบ #177 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2010, 09:15:46 pm »

ได้ความรู้อีกแล้วคับ อัพเรื่อยๆอย่างเช่นโรคที่พบบ่อยๆ และขั้นตอนการรักษาแต่ละโรค นะคับ
บันทึกการเข้า

DiDy ^^
สุข-ทุกข์อยู่ที่ตัวเรา
Koi Seller
ชั้นเซียนเรียกพี่
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 13137


รูปนี้คือรูปหมาป่านะค่ะ ไม่ใช่รูปแมว TT___TT


« ตอบ #178 เมื่อ: กรกฎาคม 18, 2010, 09:42:01 pm »

ข้อที่ 3 -- ไม่ควรเปิดดูปลาในช่วงเวลากลางคืน  ถ้าจำเป็นให้ใช้เพียงกระบอกไฟฉาย  เพราะแสงไฟ อาจจะทำให้ปลาเกิดอาการตกใจ ซึ่งอาจจะว่ายฟาดขอบบ่อ ทำให้กระดูกคดเป็นรูปตัว S หรือตายได้โดยไม่ทราบสาเหตุ  จากการสังเกตุ เมื่อปลาช็อค ปลาจะลอยบนผิวน้ำและว่ายเอียงไปกับขอบบ่อ  ซึ่งนั้นแหล่ะคือ อาการช็อครุนแรงของปลาครับ

เรื่องจริงเจอมากับตัวเองเลยครับ ประทับใจความรู้ข้อนี้มาก ของผมว่ายฟาดขอบบ่อและกระโดดออกมานอกบ่อเลย โชคดีที่ผมมาเห็นก่อน  อยากให้พี่หนุ่มเขียนเพิ่มอีกเยอะๆครับ ได้ความรู้มากทีเดียว  อยากถามพี่หนุ่มเลยว่า ตอนนี้เริ่มซื้อปลาแพงมาเลี้ยง ของเดิมปลาเก่าไม่มีเกรดและเสียฟอร์ม ช่วยแนะนำสถานที่ที่จะนำไปปล่อยโดยมันไม่ตายให้หน่อยครับ เอาไปขายคงไม่มีใครเอาแน่นอน
แบบหนูก็ไม่ควรทำตามเพราะว่าเปิดปิดไฟตลอดเลยอ่า

แต่ว่าปลาที่บ้านชินต่อแสงที่เปิดๆปิดๆไปเรียบร้อยแล้ว

เสียงดังก็ไม่ตกใจเฉยๆ ยกตะแกรงเปิดๆปิดๆก็ยังเฉยๆ

แบบนี้ปลาหนูมันประหลาดไหมอ่า
 Sad Sad Sad Sad
บันทึกการเข้า


Facebook ของKoi Mart Farm กดที่รูปข้างบนได้เลยคะ ^^
thiti
ผู้ชำนาญการเลี้ยง
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 135



« ตอบ #179 เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2010, 12:03:15 am »

ข้อที่ 27 -- ข้อมูลดี ๆ จากพี่ป้อง Dyckia

"ริ้นน้ำ" ตัวคล้ายๆ ยุง มาวางไข่ในบ่อเลี้ยง

จากนั้นพอไข่ตกตะกอนถูกดูดไปตามสะดือบ่อสู่บ่อกรอง มันก็ฝักออกมาเป็นหนอนแดงอยู่กันยั๊วเยี๊ยะเต็มก้นบ่อกรอง

พอมันโตได้ที่ก็กลายร่างเป็นแมลงริ้นน้ำ พอตอนเปิดบ่อกรองล้างทีนี่ ถ้าใครไม่รู้จักเห็นเข้าคงขาสั่น เพราะจะนึกว่าฝูงยุง !

ซึ่งที่จริง ไม่ว่าจะหนอนแดง หรือแม้แต่หอยตัวเล็กๆ ที่อยู่ในระบบกรองนี่ ผมว่าล้วนมีประโยชน์

ในแง่ที่เป็นตัวย่อยสลายกินเศษปฏิกูลในบ่อกรอง ก่อนที่แบทีเรียจะช่วยกันจัดการอีกรอบครับ

เรื่องหอยตัวเล็กในระบ่อกรอง ของผมมีปัญหาว่าเวลาปั๊มพ่นน้ำออกมาทางหัวพ่นเจ๊ท เจ้าหอยพวกนี้มันไปติดค้าง ทำให้ต้องคอยถอดหัวเจ๊ทออกทางล้างบ่อย เลยอยากทราบว่ามียาฆ่าหอยที่ไม่เป็นอันตรายต่อปลาหรือไม่ครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น